
Apostille ต่างจากการรับรองผ่านสถานทูตอย่างไร และเลือกเส้นทางไหน
คำตอบสั้น ๆ
Apostille คือใบรับรองที่หน่วยงานผู้มีอำนาจของรัฐออกให้เพื่อยืนยันลายมือชื่อและตราประทับบนเอกสารมหาชน ใช้ระหว่างประเทศภาคีอนุสัญญา ส่วนการรับรองผ่านสถานทูตคือการรับรองต่อกันเป็นลำดับชั้นจนถึงสถานทูตของประเทศปลายทาง ทั้งสองแบบรับรองลายมือชื่อและตรา ไม่ได้รับรองเนื้อหา จึงยังต้องมีคำแปลรับรองแยกต่างหาก
คำถามที่ได้รับบ่อยที่สุดในกลุ่มงานรับรองข้ามประเทศคือ ต้องทำ Apostille หรือให้สถานทูตรับรอง คำตอบขึ้นกับว่าประเทศปลายทางอยู่ในระบบใด และหน่วยงานผู้รับเรื่องกำหนดอะไรไว้ บทความนี้แยกให้เห็นว่าแต่ละใบรับรองทำหน้าที่อะไร และจุดใดที่คนมักเข้าใจผิดจนต้องทำงานซ้ำ
เอกสารที่ต้องเตรียม
- เอกสารต้นฉบับฉบับคัดรับรองใหม่จากหน่วยงานผู้ออก
- หลักฐานการรับรองขั้นก่อนหน้า ตามที่หน่วยงานผู้มีอำนาจกำหนด
- คำแปลรับรองในภาษาที่ปลายทางกำหนด
- หนังสือเดินทางของเจ้าของเอกสาร เพื่อยึดการสะกดชื่อ
- หนังสือหรือประกาศของหน่วยงานปลายทางที่ระบุรูปแบบการรับรองที่ต้องการ
ขั้นตอนการดำเนินงาน
- 1ถามหน่วยงานปลายทางว่าต้องการรูปแบบใด — ระบุให้ชัดว่าต้องการใบรับรองแบบใด และต้องการให้คำแปลอยู่ในชุดที่รับรองด้วยหรือไม่ คำตอบนี้กำหนดลำดับงานทั้งหมด
- 2คัดเอกสารต้นฉบับใหม่ — ขอเอกสารฉบับคัดรับรองใหม่จากหน่วยงานผู้ออก เพราะสำเนาถ่ายทั่วไปมักไม่ผ่านขั้นตอนรับรอง
- 3ดำเนินการรับรองตามลำดับ — ดำเนินการรับรองตามลำดับชั้นที่หน่วยงานผู้มีอำนาจกำหนด โดยแต่ละขั้นตรวจสอบลายมือชื่อและตราของขั้นก่อนหน้า
- 4จัดทำคำแปลรับรอง — จัดทำคำแปลตามระบบที่ปลายทางยอมรับ และหากปลายทางต้องการให้ใบรับรองปรากฏในคำแปล ให้แปลหลังจากได้ใบรับรองแล้ว
สิ่งที่ใบรับรองไม่ได้ทำ
ทั้ง Apostille และการรับรองผ่านสถานทูตยืนยันเพียงว่าลายมือชื่อและตราประทับบนเอกสารเป็นของจริงตามระเบียบ ไม่ได้ยืนยันว่าข้อความในเอกสารถูกต้อง และไม่ได้ทำให้เอกสารกลายเป็นภาษาปลายทาง
ด้วยเหตุนี้ ชุดเอกสารที่ผ่านการรับรองแล้วจึงยังต้องมีคำแปลตามระบบที่หน่วยงานปลายทางกำหนดควบคู่ไปด้วยเสมอ
สถานะของประเทศไทยและการวางแผนเวลา
สถานะการเข้าเป็นภาคีและวันที่มีผลบังคับใช้เป็นข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงได้ และมีผลต่อว่าเอกสารของคุณจะใช้เส้นทางใด ให้ตรวจสอบสถานะปัจจุบันกับกรมการกงสุลและตารางสถานะของอนุสัญญาก่อนวางแผนเวลา
ในทางปฏิบัติ ควรเผื่อเวลาสำหรับขั้นตอนที่ไม่ได้อยู่ในการควบคุมของผู้ยื่น เช่น คิวของหน่วยงานผู้มีอำนาจและการตรวจสอบย้อนกลับไปยังหน่วยงานผู้ออกเอกสาร
ข้อควรระวัง
- อย่ารับรองต้นฉบับเสร็จแล้วลืมรับรองคำแปล เพราะเป็นคนละขั้นตอนกัน
- อย่าถอดลวดเย็บชุดที่ผ่านการรับรองแล้ว เพราะตราคร่อมรอยเย็บจะเสียหาย
- อย่าถือว่าใบรับรองของประเทศหนึ่งใช้ได้กับทุกประเทศ เงื่อนไขกำหนดโดยปลายทางเสมอ
คำถามที่พบบ่อย
ต้องแปลก่อนหรือรับรองก่อน
ขึ้นกับหน่วยงานผู้รับเรื่อง บางแห่งต้องการให้ใบรับรองปรากฏในชุดคำแปลจึงต้องรับรองก่อน บางแห่งรับคำแปลของต้นฉบับอย่างเดียว ยืนยันก่อนเริ่มเพื่อไม่ต้องจ่ายซ้ำ
Apostille กับการรับรองโดยทนายความคือสิ่งเดียวกันหรือไม่
ไม่ใช่ การรับรองโดยทนายความผู้ทำคำรับรองลายมือชื่อเป็นการรับรองลายมือชื่อผู้ลงนาม ส่วน Apostille เป็นใบรับรองที่หน่วยงานของรัฐออกให้เพื่อใช้ข้ามประเทศ หลายกรณีต้องใช้ทั้งสองอย่างตามลำดับ
เอกสารที่ออกในต่างประเทศจะนำมาใช้ในไทย ต้องทำอย่างไร
ตามหลักคือรับรองที่ประเทศต้นทางก่อน จากนั้นจึงแปลเป็นภาษาไทยและให้กรมการกงสุลรับรองคำแปล ก่อนยื่นต่อหน่วยงานไทยที่เกี่ยวข้อง รายละเอียดผันแปรตามประเภทเอกสาร
ใช้เวลานานเท่าไร
ผันแปรตามหน่วยงาน ประเภทเอกสาร และปริมาณงานในช่วงนั้น จึงควรเริ่มล่วงหน้าและไม่ผูกกำหนดการเดินทางกับวันที่ยังไม่ยืนยัน
ไม่อยากเดินเรื่องเอง ให้ทีมงานทำแทนได้ไหม
ได้ ส่งรายละเอียดปลายทางและประเภทเอกสารมาทางไลน์ ทีมงานจะวางลำดับขั้นตอนให้ ดูแลการแปลและการรับรองคำแปล และแจ้งความคืบหน้าเป็นระยะ
มีหน้าเจาะลึกเรื่องนี้อีกไหม
มี ดูคลัสเตอร์ Apostille และหน้ารับรองเอกสารโดยสถานทูตของเว็บไซต์ ซึ่งแยกรายละเอียดตามประเทศและประเภทเอกสาร
ให้ทีมงานจัดการให้ทั้งชุด
ถ้าไม่อยากไล่ขั้นตอนเอง ส่งไฟล์สแกนพร้อมชื่อหน่วยงานปลายทางมาทาง LINE ทีมงานจะตรวจเอกสาร วางลำดับงาน และแจ้งสิ่งที่ต้องเตรียมเพิ่มให้ก่อนเริ่มงานทุกครั้ง
ปรึกษาทาง LINE @NAATIบริการที่เกี่ยวข้อง
บทความที่เกี่ยวข้อง
ตรวจทานเนื้อหาเมื่อ สิงหาคม 2026 · บทความนี้อธิบายกระบวนการทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำด้านกฎหมายหรือการย้ายถิ่นฐาน โปรดตรวจสอบเงื่อนไขล่าสุดกับหน่วยงานปลายทาง






