วีซ่าเข้าประเทศไทย ใบอนุญาตทำงาน และเอกสารที่ต้องแปลรับรอง
สรุปสั้น
ชาวต่างชาติที่จะเข้าประเทศไทยด้วยวัตถุประสงค์อื่นนอกเหนือจากท่องเที่ยวระยะสั้น โดยทั่วไปต้องขอวีซ่าให้ตรงประเภทกับวัตถุประสงค์ก่อนเดินทาง ผ่านสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่ไทย หรือระบบ Thai e-Visa ของกระทรวงการต่างประเทศ เมื่อเข้ามาแล้วเรื่องการอยู่ต่อและรายงานตัวอยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ส่วนการทำงานต้องมีใบอนุญาตทำงานจากกรมการจัดหางานเพิ่มอีกชั้นหนึ่ง วีซ่าไม่ใช่ใบอนุญาตทำงานในตัวเอง เอกสารส่วนบุคคลและเอกสารบริษัทที่เป็นภาษาต่างประเทศมักต้องมีคำแปลที่ถูกต้องครบถ้วน และบางกรณีต้องผ่านการรับรองของสถานทูตผู้ออกเอกสารและนิติกรณ์ของกรมการกงสุลก่อนใช้กับหน่วยงานไทย
เลือกสถานการณ์ของคุณ
ทำงานในไทย: วีซ่าธุรกิจและใบอนุญาตทำงาน
อธิบายความต่างระหว่างวีซ่าประเภทธุรกิจกับใบอนุญาตทำงานจากกรมการจัดหางาน ลำดับการดำเนินการ เอกสารบุคคลและเอกสารบริษัทที่ต้องแปลและรับรอง พร้อมข้อควรระวังที่ทำให้เรื่องถูกตีกลับ
ติดตามครอบครัวคนไทยหรือผู้มีใบอนุญาตทำงาน
ชาวต่างชาติที่ขออยู่ในไทยโดยอาศัยความสัมพันธ์กับคู่สมรสหรือบุตรคนไทย หรือติดตามผู้มีใบอนุญาตทำงาน ต้องเตรียมเอกสารความสัมพันธ์ใดบ้าง แปลอย่างไร และรับรองตามลำดับใด
พำนักระยะยาววัยเกษียณ
แนวทางเตรียมเอกสารสำหรับชาวต่างชาติที่ขออยู่ในประเทศไทยด้วยเหตุผลเกษียณอายุ ทั้งหลักฐานรายได้หรือเงินฝาก หนังสือรับรองความประพฤติ เอกสารสุขภาพและประกัน พร้อมลำดับการรับรองเอกสารต่างประเทศ
ศึกษาต่อในประเทศไทย
แนวทางเตรียมเอกสารสำหรับชาวต่างชาติที่จะศึกษาในประเทศไทย ทั้งหนังสือตอบรับจากสถาบัน วุฒิการศึกษาเดิม ใบแสดงผลการเรียน การแปลครบฉบับ และลำดับการรับรองเอกสารต่างประเทศ
วีซ่า การอยู่ต่อ และใบอนุญาตทำงาน คนละเรื่องกัน
| สิ่งที่ต้องขอ | หน่วยงานผู้พิจารณา | ครอบคลุมอะไร | ไม่ครอบคลุมอะไร |
|---|---|---|---|
| วีซ่า (Visa) | สถานเอกอัครราชทูต/สถานกงสุลใหญ่ไทย หรือระบบ Thai e-Visa | สิทธิเดินทางมาขอเข้าเมืองตามวัตถุประสงค์ที่ระบุ | ไม่ใช่การอนุญาตให้ทำงาน และไม่ได้รับประกันว่าจะได้รับอนุญาตให้เข้าเมือง |
| การตรวจลงตราขาเข้า / การอยู่ต่อ | สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) | ระยะเวลาที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร การขออยู่ต่อ และการรายงานตัวตามกำหนด | ไม่ครอบคลุมสิทธิทำงานและไม่ใช่สถานะถิ่นที่อยู่ถาวร |
| ใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) | กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน | สิทธิทำงานตามตำแหน่ง นายจ้าง และสถานที่ทำงานที่ระบุไว้ | ไม่ต่ออายุวีซ่าให้โดยอัตโนมัติ ต้องดำเนินการกับ สตม. แยกต่างหาก |
| การรับรองเอกสารต่างประเทศ | สถานทูตของประเทศผู้ออกเอกสาร และกรมการกงสุล (นิติกรณ์) | ทำให้เอกสารต่างประเทศใช้อ้างอิงกับหน่วยงานไทยได้ | ไม่ได้ตรวจสอบเนื้อหาสาระของเอกสารว่าถูกต้องตามข้อเท็จจริง |
ขั้นตอนโดยลำดับ
1. ระบุวัตถุประสงค์การเดินทางให้ชัดก่อนเลือกประเภทวีซ่า
ทำงาน ประกอบธุรกิจ ติดตามครอบครัว ศึกษา หรือพำนักระยะยาว ใช้ประเภทวีซ่าคนละแบบและชุดเอกสารคนละชุด การเลือกผิดประเภทตั้งแต่ต้นมักทำให้ต้องเริ่มกระบวนการใหม่ทั้งหมด
2. ตรวจรายการเอกสารจากเว็บไซต์ของสถานทูตไทยที่จะยื่นจริง
แต่ละสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ประกาศรายการเอกสาร รูปแบบ และช่องทางยื่นของตนเอง รวมถึงว่ารับยื่นผ่านระบบ Thai e-Visa หรือไม่ ให้ยึดประกาศของแห่งที่ยื่นเป็นหลักเสมอ
3. จัดทำคำแปลเอกสารที่เป็นภาษาต่างประเทศให้ครบทั้งฉบับ
ทะเบียนสมรส สูติบัตร วุฒิการศึกษา หนังสือรับรองความประพฤติ และเอกสารนิติบุคคล ต้องแปลครบทุกองค์ประกอบทั้งข้อความ ตราประทับ ลายมือชื่อ และหมายเหตุ พร้อมสะกดชื่อให้ตรงกับหนังสือเดินทางทุกฉบับ
4. รับรองเอกสารตามลำดับที่หน่วยงานไทยกำหนด
เอกสารที่ออกในต่างประเทศ โดยทั่วไปผ่านการรับรองในประเทศต้นทาง แล้วรับรองที่สถานเอกอัครราชทูตของประเทศนั้นในไทย ก่อนนำไปรับรองนิติกรณ์ที่กรมการกงสุล ลำดับที่แน่นอนขึ้นกับประเทศต้นทางและหน่วยงานปลายทาง
5. ยื่นคำขอวีซ่า แล้วจึงดำเนินเรื่องใบอนุญาตทำงานหรือการอยู่ต่อ
กรณีทำงาน ลำดับปกติคือได้วีซ่าประเภทที่ถูกต้องก่อน จากนั้นนายจ้างยื่นเรื่องใบอนุญาตทำงานต่อกรมการจัดหางาน แล้วจึงขออยู่ต่อกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองตามเงื่อนไขที่กำหนด
6. รักษาเงื่อนไขหลังได้รับอนุญาต
การรายงานตัวตามกำหนด การแจ้งที่พักอาศัย การขออนุญาตกลับเข้ามาในราชอาณาจักร และการแจ้งเปลี่ยนนายจ้างหรือตำแหน่ง เป็นเงื่อนไขคนละส่วนที่ต้องดูแลต่อเนื่อง มิฉะนั้นสถานะอาจสิ้นผล
จุดที่มักถูกตีกลับ
- • เข้าใจว่าวีซ่าประเภททำงานให้สิทธิทำงานได้ทันที ทั้งที่ต้องมีใบอนุญาตทำงานจากกรมการจัดหางานอีกชั้นหนึ่ง
- • แปลเอกสารเฉพาะเนื้อความ แต่ไม่แปลตราประทับ ลายมือชื่อ หรือหมายเหตุท้ายเอกสาร
- • สะกดชื่อในคำแปลไม่ตรงกับหนังสือเดินทางหรือเอกสารฉบับอื่นในชุดเดียวกัน
- • ทำนิติกรณ์ผิดลำดับ เช่น นำเอกสารต่างประเทศไปกรมการกงสุลก่อนผ่านการรับรองของสถานทูตประเทศผู้ออกเอกสาร
- • ใช้เอกสารที่คัดไว้นานเกินกรอบเวลาที่หน่วยงานผู้รับยอมรับ ซึ่งแต่ละหน่วยงานกำหนดไม่เท่ากัน
- • ปล่อยให้วันสิ้นสุดการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรกับวันสิ้นสุดใบอนุญาตทำงานไม่สอดคล้องกัน
คำถามที่พบบ่อย
วีซ่ากับใบอนุญาตทำงานต่างกันอย่างไร
วีซ่าออกโดยสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่ไทย (หรือระบบ Thai e-Visa) เพื่ออนุญาตให้เดินทางเข้ามาตามวัตถุประสงค์ที่ระบุ ส่วนใบอนุญาตทำงานออกโดยกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน เพื่ออนุญาตให้ทำงานตามตำแหน่งและนายจ้างที่ระบุ ทั้งสองอย่างเป็นคนละเรื่องและต้องมีคู่กันเมื่อจะทำงานในไทย
เอกสารต่างประเทศต้องรับรองตามลำดับใดจึงจะใช้กับหน่วยงานไทยได้
โดยทั่วไปเริ่มจากการรับรองตามระบบของประเทศผู้ออกเอกสาร ตามด้วยการรับรองของสถานเอกอัครราชทูตของประเทศนั้นในประเทศไทย แล้วจึงนำไปขอรับรองนิติกรณ์ที่กองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล พร้อมคำแปลภาษาไทยที่ครบทั้งฉบับ ลำดับที่แน่นอนขึ้นกับประเทศต้นทางและหน่วยงานปลายทาง
ค่าธรรมเนียมและระยะเวลาพิจารณาเท่าไร
ค่าธรรมเนียมและรอบเวลาพิจารณาผันแปรตามประเภทคำขอ สถานทูตหรือสำนักงานที่ยื่น และช่วงเวลา จึงควรตรวจสอบจากประกาศของหน่วยงานที่จะยื่นจริงก่อนวางแผนเดินทางทุกครั้ง
เอกสารไทยที่จะใช้ต่อในออสเตรเลียต้องแปลแบบไหน
หน่วยงานออสเตรเลียกำหนดว่าคำแปลที่จัดทำในออสเตรเลียต้องมาจากนักแปลที่ได้รับการรับรองจาก NAATI ส่วนคำแปลที่จัดทำนอกออสเตรเลียต้องแสดงชื่อเต็ม ที่อยู่ ข้อมูลติดต่อ และคุณวุฒิหรือประสบการณ์ของผู้แปลไว้บนคำแปล
ทางเราช่วยยื่นวีซ่าให้ได้หรือไม่
เราให้บริการด้านการแปลและการรับรองเอกสารเท่านั้น ไม่ใช่ตัวแทนยื่นคำขอวีซ่าและไม่ใช่ที่ปรึกษาด้านการเข้าเมือง การพิจารณาอนุมัติเป็นดุลพินิจของหน่วยงานผู้รับคำขอทั้งสิ้น
สอบถามค่าบริการแปลอย่างไร
แจ้งรายการเอกสาร ภาษาต้นทาง–ปลายทาง และหน่วยงานปลายทางที่จะยื่น ผ่านทาง LINE โทรศัพท์ หรืออีเมล เจ้าหน้าที่จะประเมินให้ตามลักษณะงานจริง
อ่านต่อในเรื่องที่เกี่ยวข้อง
แหล่งอ้างอิงทางการ
ทบทวนเนื้อหาล่าสุด: สิงหาคม 2569 · เนื้อหานี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการเตรียมเอกสาร ไม่ใช่คำแนะนำด้านกฎหมายหรือการเข้าเมือง · สอบถามค่าบริการแปลได้ที่ 080-557-8887 · contact@ilc.company