ทีมงานทนายความผู้ทำคำรับรองลายมือชื่อและเอกสาร Thai Notary Law and Service Co., Ltd.
ทีมงานทนายความและเจ้าหน้าที่ประสานงานเอกสาร

ทีมงานและใบอนุญาตจริง

ทีมทนายความผู้ทำคำรับรองลายมือชื่อและเอกสาร (Notary Public) ที่ขึ้นทะเบียนจริง

งานรับรองเอกสารของเราดำเนินการโดยทนายความที่ขึ้นทะเบียนเป็นทนายความผู้ทำคำรับรองลายมือชื่อและเอกสารกับสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ตามข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยการขึ้นทะเบียนทนายความผู้ทำคำรับรองลายมือชื่อและเอกสาร พ.ศ. 2551 ภาพใบอนุญาตด้านล่างปิดบังเลขที่ใบอนุญาตและข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อความปลอดภัยของข้อมูล ตรวจสอบตัวจริงได้เมื่อเข้ารับบริการ

ใบอนุญาต/หนังสือรับรองการขึ้นทะเบียน

  • หนังสือรับรองการขึ้นทะเบียนทนายความผู้ทำคำรับรองลายมือชื่อและเอกสาร ทนายอนุตรีย์

    ทนายอนุตรีย์

  • หนังสือรับรองการขึ้นทะเบียนทนายความผู้ทำคำรับรองลายมือชื่อและเอกสาร ทนายจิรพันธ์

    ทนายจิรพันธ์

  • หนังสือรับรองการขึ้นทะเบียนทนายความผู้ทำคำรับรองลายมือชื่อและเอกสาร ทนายจิรศักดิ์

    ทนายจิรศักดิ์

  • หนังสือรับรองการขึ้นทะเบียนทนายความผู้ทำคำรับรองลายมือชื่อและเอกสาร ทนายปฏิภาณ

    ทนายปฏิภาณ

  • หนังสือรับรองการขึ้นทะเบียนทนายความผู้ทำคำรับรองลายมือชื่อและเอกสาร ทนายวราวุธ

    ทนายวราวุธ

  • หนังสือรับรองการขึ้นทะเบียนทนายความผู้ทำคำรับรองลายมือชื่อและเอกสาร ทนายวิวัฒน์

    ทนายวิวัฒน์

ออกโดยสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ · ปิดบังข้อมูลส่วนบุคคลบางส่วน

Apostille เอกสารไทย: คืออะไร ไทยเริ่มใช้เมื่อไร และเตรียมเอกสารอย่างไร

สรุปสั้น

Apostille คือใบรับรองรูปแบบเดียวตามอนุสัญญากรุงเฮก ที่ทำให้เอกสารมหาชนของประเทศภาคีหนึ่งใช้ในอีกประเทศภาคีได้โดยไม่ต้องนำไปรับรองซ้ำที่สถานทูตปลายทาง ประเทศไทยยื่นภาคยานุวัติสารเมื่อ 30 มิถุนายน 2569 และอนุสัญญาจะมีผลบังคับใช้กับไทยตั้งแต่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 เป็นต้นไป ก่อนวันดังกล่าวเอกสารไทยยังใช้เส้นทางเดิม คือรับรองนิติกรณ์ที่กรมการกงสุลแล้วรับรองต่อที่สถานทูตปลายทางหากปลายทางกำหนด สำหรับงานที่ยื่นหน่วยงานออสเตรเลีย Apostille ไม่ได้แทนคำแปลรับรอง NAATI เพราะเป็นคนละเรื่องกัน

ข้อเท็จจริงสำคัญพร้อมแหล่งอ้างอิง

รายการข้อมูลแหล่งอ้างอิง
มติคณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้ไทยเข้าเป็นภาคี9 ธันวาคม 2568กระทรวงการต่างประเทศ — การเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา Apostille ของประเทศไทย
ไทยยื่นภาคยานุวัติสาร (Instrument of Accession) ณ กรุงเฮก30 มิถุนายน 2569กรมการกงสุล — การยื่นภาคยานุวัติสาร ณ กรุงเฮก (1 ก.ค. 2569)
ช่วงรับฟังข้อขัดข้องจากรัฐภาคี8 เดือนหลังยื่นภาคยานุวัติสารกรมการกงสุล — การยื่นภาคยานุวัติสาร ณ กรุงเฮก (1 ก.ค. 2569)
วันที่อนุสัญญามีผลบังคับใช้กับประเทศไทย28 กุมภาพันธ์ 2570กรมการกงสุล — การยื่นภาคยานุวัติสาร ณ กรุงเฮก (1 ก.ค. 2569)
สถานะของออสเตรเลียเป็นภาคีอนุสัญญาอยู่แล้ว โดย DFAT เป็นผู้ออก Apostille ให้เอกสารออสเตรเลียDFAT Australia — Notarial services

ขั้นตอนโดยลำดับ

  1. 1. ตรวจว่าปลายทางต้องการ Apostille หรือการรับรองแบบเดิม

    ถามหน่วยงานหรือผู้รับเอกสารปลายทางเป็นลายลักษณ์อักษรว่าต้องการ Apostille, การรับรองนิติกรณ์กรมการกงสุล, การรับรองสถานทูต หรือคำแปลรับรองเท่านั้น ก่อนวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 เอกสารไทยยังออก Apostille ไม่ได้ จึงต้องวางแผนตามเส้นทางเดิม

  2. 2. คัดต้นฉบับฉบับล่าสุดจากหน่วยงานผู้ออก

    เอกสารทะเบียนราษฎรคัดจากสำนักทะเบียนอำเภอ/เขต เอกสารการศึกษาขอจากสถาบัน หนังสือรับรองความประพฤติขอจากกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ตราประทับและลายมือชื่อต้องคมชัด ไม่ใช่สำเนาถ่ายซ้ำ

  3. 3. แปลให้ครบทั้งฉบับตามมาตรฐานที่ปลายทางกำหนด

    แปลทุกข้อความรวมหัวกระดาษ ตราครุฑ เลขที่เอกสาร ข้อความในตราประทับ และหมายเหตุท้ายเอกสาร สะกดชื่อ–นามสกุลให้ตรงหนังสือเดินทาง หากปลายทางเป็นหน่วยงานออสเตรเลียมักกำหนดคำแปลโดยผู้แปลที่ได้รับการรับรอง NAATI

  4. 4. ยื่นขอรับรองตามเส้นทางที่ถูกต้อง

    ช่วงก่อน 28 กุมภาพันธ์ 2570 ให้ยื่นรับรองนิติกรณ์ที่กรมการกงสุล แล้วนำไปรับรองต่อที่สถานทูตปลายทางหากปลายทางกำหนด เมื่ออนุสัญญามีผลแล้ว ให้ตรวจประกาศของกรมการกงสุลว่าเอกสารประเภทใดขอ Apostille ได้ ช่องทางใด และค่าธรรมเนียมเท่าใด

  5. 5. ตรวจความถูกต้องก่อนส่งปลายทาง

    ตรวจการสะกดชื่อ วันเดือนปี เลขที่เอกสาร และความครบถ้วนของหน้า ทั้งบนต้นฉบับ คำแปล และใบรับรอง หากมีจุดใดไม่ตรงกัน ให้แก้ก่อนส่ง เพราะปลายทางส่วนใหญ่ตีกลับทั้งชุด

Apostille ต่างจาก Legalisation และคำแปล NAATI อย่างไร

รายการApostilleนิติกรณ์ + รับรองสถานทูต (Legalisation)คำแปลรับรอง NAATI
ผู้ออก/ผู้รับรองหน่วยงานผู้มีอำนาจ (Competent Authority) ของประเทศภาคีกรมการกงสุล แล้วตามด้วยสถานทูตของประเทศปลายทางผู้แปลหรือหน่วยงานที่ได้รับการรับรองจาก NAATI
รับรองอะไรความถูกต้องของลายมือชื่อ ตำแหน่ง และตราประทับบนเอกสารมหาชนลายมือชื่อและตราประทับ ตามลำดับชั้นของแต่ละหน่วยงานคำแปลตรงกับเอกสารต้นฉบับที่ได้รับ
ไม่ได้รับรองความจริงของเนื้อหาในเอกสารความจริงของเนื้อหาในเอกสารความจริงของเนื้อหา และไม่แทนการรับรองของหน่วยงานรัฐ
ใช้เมื่อทั้งต้นทางและปลายทางเป็นภาคีอนุสัญญา และอนุสัญญามีผลกับทั้งสองประเทศแล้วปลายทางไม่ใช่ภาคี หรืออนุสัญญายังไม่มีผลกับประเทศต้นทางหน่วยงานปลายทางกำหนดให้คำแปลมาจากผู้แปลที่ได้รับการรับรอง

หัวข้อย่อยในคลัสเตอร์นี้

จุดที่มักเข้าใจผิด

  • เข้าใจว่าไทยออก Apostille ได้แล้วตั้งแต่วันยื่นภาคยานุวัติสาร ทั้งที่มีผลบังคับใช้ 28 กุมภาพันธ์ 2570
  • คิดว่า Apostille แทนคำแปล ทั้งที่ปลายทางยังต้องการคำแปลตามมาตรฐานของตนอยู่
  • ขอ Apostille ให้เอกสารที่ไม่ใช่เอกสารมหาชน เช่น สำเนาที่ไม่มีการรับรองจากหน่วยงานผู้ออก
  • ยื่นเอกสารที่หมดอายุตามเงื่อนไขของหน่วยงานปลายทาง ทำให้ต้องคัดและรับรองใหม่ทั้งชุด
  • สะกดชื่อในคำแปลไม่ตรงหนังสือเดินทาง ทำให้ใบรับรองกับต้นฉบับไม่สอดคล้องกัน
  • ไม่เก็บหลักฐานการรับรองแบบดิจิทัล ทำให้ตรวจสอบย้อนหลังกับทะเบียน e-Register ไม่ได้

คำถามที่พบบ่อยเรื่อง Apostille

ตรวจทานเนื้อหาเมื่อ สิงหาคม 2026 — เงื่อนไขของหน่วยงานเปลี่ยนแปลงได้ โปรดยืนยันกับหน่วยงานปลายทางก่อนยื่น

Apostille คืออะไร และเกี่ยวข้องกับเอกสารไทยอย่างไร

Apostille คือการรับรองเอกสารรูปแบบเดียวภายใต้อนุสัญญากรุงเฮก ที่ทำให้เอกสารราชการของประเทศภาคีหนึ่งใช้ในอีกประเทศภาคีได้โดยไม่ต้องรับรองซ้ำที่สถานทูต สถานะการเป็นภาคีและวันเริ่มมีผลของแต่ละประเทศเปลี่ยนแปลงได้ จึงต้องตรวจกับกรมการกงสุลก่อนดำเนินการทุกครั้ง

แหล่งอ้างอิง: กรมการกงสุล

ถ้าประเทศปลายทางไม่ใช่ภาคีอนุสัญญาเฮกต้องทำอย่างไร

ต้องใช้เส้นทางรับรองแบบเดิม คือรับรองที่กรมการกงสุลก่อน แล้วนำไปรับรองต่อที่สถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลของประเทศปลายทางในไทย ลำดับและเอกสารประกอบกำหนดโดยสถานทูตแต่ละแห่ง

แหล่งอ้างอิง: กรมการกงสุล

ข้อควรระวัง: Apostille เอกสารไทย

สาเหตุที่พบบ่อยเมื่อเอกสารถูกตีกลับ พร้อมสิ่งที่ควรทำแทน — ข้อมูล ณ สิงหาคม 2026 โปรดตรวจสอบกับหน่วยงานก่อนยื่น

  1. เข้าใจว่าไทยออก Apostille ได้แล้ววันนี้

    ไทยยื่นภาคยานุวัติสารเมื่อ 30 มิถุนายน 2569 และอนุสัญญามีผลบังคับใช้กับไทยตั้งแต่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 ก่อนวันดังกล่าวยังต้องใช้เส้นทางเดิม คือรับรองนิติกรณ์ที่กรมการกงสุลแล้วรับรองต่อที่สถานทูตปลายทางหากปลายทางกำหนด

  2. คิดว่า Apostille แทนคำแปลได้

    Apostille รับรองลายมือชื่อและตราประทับบนเอกสารต้นฉบับเท่านั้น ไม่ได้แปลเอกสารและไม่ได้รับรองคำแปล หน่วยงานออสเตรเลียส่วนใหญ่ยังกำหนดคำแปลจากผู้แปลที่ได้รับการรับรอง NAATI

  3. ยื่นเอกสารที่ไม่ใช่เอกสารมหาชน

    เอกสารเอกชน เช่น หนังสือมอบอำนาจหรือสัญญา ต้องผ่านการรับรองโดยผู้มีอำนาจตามกฎหมายก่อน จึงจะเข้าข่ายรับรองได้ ตรวจประเภทเอกสารกับประกาศของกรมการกงสุลก่อนคัดเอกสาร

  4. ไม่ตรวจสถานะภาคีของประเทศปลายทาง

    อนุสัญญาไม่มีผลระหว่างสองประเทศหากมีการคัดค้าน และวันที่เริ่มมีผลของแต่ละประเทศไม่เท่ากัน ให้ตรวจตาราง Status table ของ HCCH ซึ่งเป็นแหล่งทางการ ไม่ใช่ข้อมูลจากเว็บผู้ให้บริการ

  5. สะกดชื่อในคำแปลไม่ตรงหนังสือเดินทาง

    ใบรับรองจะอ้างอิงเอกสารต้นฉบับ หากคำแปลสะกดชื่อต่างจากหน้าพาสปอร์ต หน่วยงานปลายทางอาจถือว่าเป็นคนละบุคคล ให้แจ้งการสะกดที่ต้องการพร้อมสำเนาพาสปอร์ตตั้งแต่ต้น

  6. วางแผนเวลาโดยรอ Apostille

    รอบเวลาและช่องทางให้บริการเป็นไปตามประกาศของหน่วยงาน หากมีกำหนดยื่นก่อนวันที่อนุสัญญามีผล ควรเดินเส้นทางเดิมไปก่อน เพื่อไม่ให้พลาดกำหนดของหน่วยงานปลายทาง

แหล่งอ้างอิงทางการ: กระทรวงการต่างประเทศ · กรมการกงสุล · HCCH

ข้อมูลตรวจทานเมื่อ สิงหาคม 2569 · เนื้อหานี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการเตรียมเอกสาร ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายเฉพาะราย ค่าธรรมเนียม รอบเวลา และประเภทเอกสารที่ยื่นได้เป็นไปตามประกาศของ กองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล และสถานะภาคีตรวจสอบได้จาก HCCH — Apostille Section · สอบถามรายละเอียดบริการทางโทรศัพท์ LINE หรืออีเมล