ทีมงานทนายความผู้ทำคำรับรองลายมือชื่อและเอกสาร Thai Notary Law and Service Co., Ltd.
ทีมงานทนายความและเจ้าหน้าที่ประสานงานเอกสาร

ทีมงานและใบอนุญาตจริง

ทีมทนายความผู้ทำคำรับรองลายมือชื่อและเอกสาร (Notary Public) ที่ขึ้นทะเบียนจริง

งานรับรองเอกสารของเราดำเนินการโดยทนายความที่ขึ้นทะเบียนเป็นทนายความผู้ทำคำรับรองลายมือชื่อและเอกสารกับสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ตามข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยการขึ้นทะเบียนทนายความผู้ทำคำรับรองลายมือชื่อและเอกสาร พ.ศ. 2551 ภาพใบอนุญาตด้านล่างปิดบังเลขที่ใบอนุญาตและข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อความปลอดภัยของข้อมูล ตรวจสอบตัวจริงได้เมื่อเข้ารับบริการ

ใบอนุญาต/หนังสือรับรองการขึ้นทะเบียน

  • หนังสือรับรองการขึ้นทะเบียนทนายความผู้ทำคำรับรองลายมือชื่อและเอกสาร ทนายอนุตรีย์

    ทนายอนุตรีย์

  • หนังสือรับรองการขึ้นทะเบียนทนายความผู้ทำคำรับรองลายมือชื่อและเอกสาร ทนายจิรพันธ์

    ทนายจิรพันธ์

  • หนังสือรับรองการขึ้นทะเบียนทนายความผู้ทำคำรับรองลายมือชื่อและเอกสาร ทนายจิรศักดิ์

    ทนายจิรศักดิ์

  • หนังสือรับรองการขึ้นทะเบียนทนายความผู้ทำคำรับรองลายมือชื่อและเอกสาร ทนายปฏิภาณ

    ทนายปฏิภาณ

  • หนังสือรับรองการขึ้นทะเบียนทนายความผู้ทำคำรับรองลายมือชื่อและเอกสาร ทนายวราวุธ

    ทนายวราวุธ

  • หนังสือรับรองการขึ้นทะเบียนทนายความผู้ทำคำรับรองลายมือชื่อและเอกสาร ทนายวิวัฒน์

    ทนายวิวัฒน์

ออกโดยสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ · ปิดบังข้อมูลส่วนบุคคลบางส่วน

ใบ Apostille ที่แนบกับเอกสารราชการพร้อมตราประทับรับรอง
ใบ Apostille ที่แนบกับเอกสารราชการพร้อมตราประทับรับรอง

Apostille เอกสารไทย: คืออะไร ไทยเริ่มใช้เมื่อไร และเตรียมเอกสารอย่างไร

สรุปสั้น

Apostille คือใบรับรองรูปแบบเดียวตามอนุสัญญากรุงเฮก ที่ทำให้เอกสารมหาชนของประเทศภาคีหนึ่งใช้ในอีกประเทศภาคีได้โดยไม่ต้องนำไปรับรองซ้ำที่สถานทูตปลายทาง ประเทศไทยยื่นภาคยานุวัติสารเมื่อ 30 มิถุนายน 2569 และอนุสัญญาจะมีผลบังคับใช้กับไทยตั้งแต่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 เป็นต้นไป ก่อนวันดังกล่าวเอกสารไทยยังใช้เส้นทางเดิม คือรับรองนิติกรณ์ที่กรมการกงสุลแล้วรับรองต่อที่สถานทูตปลายทางหากปลายทางกำหนด สำหรับงานที่ยื่นหน่วยงานออสเตรเลีย Apostille ไม่ได้แทนคำแปลรับรอง NAATI เพราะเป็นคนละเรื่องกัน

ข้อเท็จจริงสำคัญพร้อมแหล่งอ้างอิง

รายการข้อมูลแหล่งอ้างอิง
มติคณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้ไทยเข้าเป็นภาคี9 ธันวาคม 2568กระทรวงการต่างประเทศ — การเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา Apostille ของประเทศไทย
ไทยยื่นภาคยานุวัติสาร (Instrument of Accession) ณ กรุงเฮก30 มิถุนายน 2569กรมการกงสุล — การยื่นภาคยานุวัติสาร ณ กรุงเฮก (1 ก.ค. 2569)
ช่วงรับฟังข้อขัดข้องจากรัฐภาคี8 เดือนหลังยื่นภาคยานุวัติสารกรมการกงสุล — การยื่นภาคยานุวัติสาร ณ กรุงเฮก (1 ก.ค. 2569)
วันที่อนุสัญญามีผลบังคับใช้กับประเทศไทย28 กุมภาพันธ์ 2570กรมการกงสุล — การยื่นภาคยานุวัติสาร ณ กรุงเฮก (1 ก.ค. 2569)
สถานะของออสเตรเลียเป็นภาคีอนุสัญญาอยู่แล้ว โดย DFAT เป็นผู้ออก Apostille ให้เอกสารออสเตรเลียDFAT Australia — Notarial services

ขั้นตอนโดยลำดับ

  1. 1. ตรวจว่าปลายทางต้องการ Apostille หรือการรับรองแบบเดิม

    ถามหน่วยงานหรือผู้รับเอกสารปลายทางเป็นลายลักษณ์อักษรว่าต้องการ Apostille, การรับรองนิติกรณ์กรมการกงสุล, การรับรองสถานทูต หรือคำแปลรับรองเท่านั้น ก่อนวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 เอกสารไทยยังออก Apostille ไม่ได้ จึงต้องวางแผนตามเส้นทางเดิม

  2. 2. คัดต้นฉบับฉบับล่าสุดจากหน่วยงานผู้ออก

    เอกสารทะเบียนราษฎรคัดจากสำนักทะเบียนอำเภอ/เขต เอกสารการศึกษาขอจากสถาบัน หนังสือรับรองความประพฤติขอจากกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ตราประทับและลายมือชื่อต้องคมชัด ไม่ใช่สำเนาถ่ายซ้ำ

  3. 3. แปลให้ครบทั้งฉบับตามมาตรฐานที่ปลายทางกำหนด

    แปลทุกข้อความรวมหัวกระดาษ ตราครุฑ เลขที่เอกสาร ข้อความในตราประทับ และหมายเหตุท้ายเอกสาร สะกดชื่อ–นามสกุลให้ตรงหนังสือเดินทาง หากปลายทางเป็นหน่วยงานออสเตรเลียมักกำหนดคำแปลโดยผู้แปลที่ได้รับการรับรอง NAATI

  4. 4. ยื่นขอรับรองตามเส้นทางที่ถูกต้อง

    ช่วงก่อน 28 กุมภาพันธ์ 2570 ให้ยื่นรับรองนิติกรณ์ที่กรมการกงสุล แล้วนำไปรับรองต่อที่สถานทูตปลายทางหากปลายทางกำหนด เมื่ออนุสัญญามีผลแล้ว ให้ตรวจประกาศของกรมการกงสุลว่าเอกสารประเภทใดขอ Apostille ได้ ช่องทางใด และค่าธรรมเนียมเท่าใด

  5. 5. ตรวจความถูกต้องก่อนส่งปลายทาง

    ตรวจการสะกดชื่อ วันเดือนปี เลขที่เอกสาร และความครบถ้วนของหน้า ทั้งบนต้นฉบับ คำแปล และใบรับรอง หากมีจุดใดไม่ตรงกัน ให้แก้ก่อนส่ง เพราะปลายทางส่วนใหญ่ตีกลับทั้งชุด

Apostille ต่างจาก Legalisation และคำแปล NAATI อย่างไร

รายการApostilleนิติกรณ์ + รับรองสถานทูต (Legalisation)คำแปลรับรอง NAATI
ผู้ออก/ผู้รับรองหน่วยงานผู้มีอำนาจ (Competent Authority) ของประเทศภาคีกรมการกงสุล แล้วตามด้วยสถานทูตของประเทศปลายทางผู้แปลหรือหน่วยงานที่ได้รับการรับรองจาก NAATI
รับรองอะไรความถูกต้องของลายมือชื่อ ตำแหน่ง และตราประทับบนเอกสารมหาชนลายมือชื่อและตราประทับ ตามลำดับชั้นของแต่ละหน่วยงานคำแปลตรงกับเอกสารต้นฉบับที่ได้รับ
ไม่ได้รับรองความจริงของเนื้อหาในเอกสารความจริงของเนื้อหาในเอกสารความจริงของเนื้อหา และไม่แทนการรับรองของหน่วยงานรัฐ
ใช้เมื่อทั้งต้นทางและปลายทางเป็นภาคีอนุสัญญา และอนุสัญญามีผลกับทั้งสองประเทศแล้วปลายทางไม่ใช่ภาคี หรืออนุสัญญายังไม่มีผลกับประเทศต้นทางหน่วยงานปลายทางกำหนดให้คำแปลมาจากผู้แปลที่ได้รับการรับรอง

หัวข้อย่อยในคลัสเตอร์นี้

จุดที่มักเข้าใจผิด

  • เข้าใจว่าไทยออก Apostille ได้แล้วตั้งแต่วันยื่นภาคยานุวัติสาร ทั้งที่มีผลบังคับใช้ 28 กุมภาพันธ์ 2570
  • คิดว่า Apostille แทนคำแปล ทั้งที่ปลายทางยังต้องการคำแปลตามมาตรฐานของตนอยู่
  • ขอ Apostille ให้เอกสารที่ไม่ใช่เอกสารมหาชน เช่น สำเนาที่ไม่มีการรับรองจากหน่วยงานผู้ออก
  • ยื่นเอกสารที่หมดอายุตามเงื่อนไขของหน่วยงานปลายทาง ทำให้ต้องคัดและรับรองใหม่ทั้งชุด
  • สะกดชื่อในคำแปลไม่ตรงหนังสือเดินทาง ทำให้ใบรับรองกับต้นฉบับไม่สอดคล้องกัน
  • ไม่เก็บหลักฐานการรับรองแบบดิจิทัล ทำให้ตรวจสอบย้อนหลังกับทะเบียน e-Register ไม่ได้

คำถามที่พบบ่อยเรื่อง Apostille

ตรวจทานเนื้อหาเมื่อ สิงหาคม 2026 — เงื่อนไขของหน่วยงานเปลี่ยนแปลงได้ โปรดยืนยันกับหน่วยงานปลายทางก่อนยื่น

Apostille คืออะไร และเกี่ยวข้องกับเอกสารไทยอย่างไร

Apostille คือการรับรองเอกสารรูปแบบเดียวภายใต้อนุสัญญากรุงเฮก ที่ทำให้เอกสารราชการของประเทศภาคีหนึ่งใช้ในอีกประเทศภาคีได้โดยไม่ต้องรับรองซ้ำที่สถานทูต สถานะการเป็นภาคีและวันเริ่มมีผลของแต่ละประเทศเปลี่ยนแปลงได้ จึงต้องตรวจกับกรมการกงสุลก่อนดำเนินการทุกครั้ง

แหล่งอ้างอิง: กรมการกงสุล

ถ้าประเทศปลายทางไม่ใช่ภาคีอนุสัญญาเฮกต้องทำอย่างไร

ต้องใช้เส้นทางรับรองแบบเดิม คือรับรองที่กรมการกงสุลก่อน แล้วนำไปรับรองต่อที่สถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลของประเทศปลายทางในไทย ลำดับและเอกสารประกอบกำหนดโดยสถานทูตแต่ละแห่ง

แหล่งอ้างอิง: กรมการกงสุล

อาโพสทีลคืออะไร

อาโพสทีลคือใบรับรองมาตรฐานตามอนุสัญญากรุงเฮก ที่รับรองความแท้ของลายมือชื่อและตราบนเอกสารราชการ ทำให้ใช้ระหว่างประเทศภาคีได้โดยไม่ต้องผ่านการรับรองซ้ำที่สถานทูต

แหล่งอ้างอิง: HCCH — Apostille Section

เอกสารออสเตรเลียขออาโพสทีลได้ที่ใด

หน่วยงานที่ออกอาโพสทีลของออสเตรเลียคือ DFAT ซึ่งให้บริการรับรองเอกสารสำหรับใช้ต่างประเทศ ควรตรวจประเภทเอกสารที่รับและช่องทางยื่นจากเว็บไซต์ทางการก่อนดำเนินการ

แหล่งอ้างอิง: DFAT (ออสเตรเลีย) — notarial services

ต้องแปลก่อนหรือรับรองก่อน

ลำดับขั้นตอนขึ้นกับข้อกำหนดของปลายทาง บางแห่งต้องการอาโพสทีลบนเอกสารต้นทางแล้วจึงแปล บางแห่งต้องการให้แปลก่อนแล้วรับรองทั้งชุด การสลับลำดับผิดมักทำให้ต้องทำใหม่ทั้งชุด

อาโพสทีลรับรองเนื้อหาในเอกสารด้วยหรือไม่

ไม่ อาโพสทีลรับรองเฉพาะความแท้ของลายมือชื่อ ตำแหน่งผู้ลงนาม และตราประทับเท่านั้น ไม่ได้รับรองว่าข้อความในเอกสารถูกต้องหรือมีผลตามกฎหมายในประเทศปลายทาง

แหล่งอ้างอิง: HCCH — Apostille Section

ถ้าเอกสารได้รับ Apostille แล้ว ยังต้องแปลเป็นภาษาอังกฤษอีกไหม

โดยทั่วไปยังต้องแปล เพราะ Apostille รับรองเฉพาะความถูกต้องของลายมือชื่อ ตราประทับ และอำนาจของผู้ลงนามบนเอกสารมหาชน ไม่ได้แปลเนื้อหาให้ หน่วยงานออสเตรเลียทำงานด้วยภาษาอังกฤษ จึงมักขอคำแปลรับรองแนบไปพร้อมกัน ควรถามหน่วยงานปลายทางว่าต้องการให้แปลเฉพาะตัวเอกสาร หรือรวมใบ Apostille ด้วย

แหล่งอ้างอิง: HCCH — Apostille Section

เอกสารประเภทใดที่ขอ Apostille ไม่ได้

อนุสัญญาครอบคลุมเฉพาะ 'เอกสารมหาชน' เช่น เอกสารทะเบียนราษฎร เอกสารศาล เอกสารการศึกษาของสถาบันที่รัฐรับรอง และเอกสารที่ผ่านการรับรองโดยโนตารี เอกสารส่วนบุคคลล้วน ๆ ที่ไม่มีลายมือชื่อเจ้าหน้าที่รัฐหรือโนตารีมักต้องผ่านขั้นตอนรับรองก่อนจึงจะเข้าเงื่อนไขได้ โปรดตรวจสอบกับหน่วยงานผู้ออกเอกสารเป็นรายกรณี

แหล่งอ้างอิง: HCCH — Apostille Section

ต้องรู้อะไรก่อนวางแผนขอ Apostille สำหรับใช้ในออสเตรเลีย

สองเรื่องหลักคือ สถานะปัจจุบันของอนุสัญญาสำหรับประเทศผู้ออกเอกสาร และประเภทเอกสารที่หน่วยงานผู้มีอำนาจของประเทศนั้นรับออก Apostille ให้ ควรตรวจสถานะจากตารางของ HCCH โดยตรงแทนการอ้างบทความทั่วไป เพราะสถานะและวันมีผลบังคับใช้เปลี่ยนแปลงได้

แหล่งอ้างอิง: HCCH — Apostille Section

Apostille รับรองความถูกต้องของเนื้อหาในเอกสารด้วยหรือไม่

ไม่ Apostille รับรองเพียงความแท้จริงของลายมือชื่อ ตำแหน่งของผู้ลงนาม และตราประทับบนเอกสารมหาชนเท่านั้น ไม่ได้รับรองว่าข้อเท็จจริงในเอกสารถูกต้อง และไม่ได้รับรองคุณภาพของคำแปล คำแปลจึงยังต้องจัดทำตามข้อกำหนดของหน่วยงานปลายทางแยกต่างหาก

แหล่งอ้างอิง: HCCH — Apostille Section

เอกสารเอกชน เช่น หนังสือรับรองการทำงาน ขอ Apostille ได้ไหม

เอกสารเอกชนโดยตัวมันเองไม่ใช่เอกสารมหาชน จึงมักต้องผ่านขั้นตอนให้เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจรับรองลายมือชื่อก่อน เช่น ทนายความผู้ทำคำรับรอง เมื่อมีลายมือชื่อที่หน่วยงานผู้มีอำนาจตรวจสอบได้แล้ว จึงเข้าสู่ขั้นตอนออก Apostille ตามระเบียบของประเทศนั้น

ถ้าประเทศผู้ออกเอกสารยังไม่ได้เป็นภาคี ต้องทำอย่างไร

ใช้เส้นทางการรับรองแบบเดิม คือรับรองต่อเนื่องจากหน่วยงานภายในประเทศ ไปยังกระทรวงการต่างประเทศของประเทศนั้น และรับรองโดยสถานทูตหรือสถานกงสุลของประเทศปลายทางตามที่กำหนด ลำดับขั้นต่างกันในแต่ละประเทศ จึงควรยืนยันกับหน่วยงานปลายทางก่อนเริ่ม

แหล่งอ้างอิง: กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ

แปลก่อนหรือขอ Apostille ก่อน

ขึ้นกับสิ่งที่ปลายทางกำหนด บางแห่งต้องการให้ประทับ Apostille บนต้นฉบับแล้วแปลทั้งชุดรวมใบ Apostille บางแห่งรับคำแปลของต้นฉบับอย่างเดียว การทำสลับลำดับมักทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายซ้ำ จึงควรขอคำตอบเป็นลายลักษณ์อักษรจากปลายทางก่อน

Apostille แบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Apostille) ใช้ได้ทุกที่ไหม

หลายประเทศเริ่มออก e-Apostille และมีทะเบียนออนไลน์ให้ตรวจสอบ แต่การยอมรับขึ้นกับหน่วยงานผู้รับปลายทางว่ารับไฟล์อิเล็กทรอนิกส์หรือขอฉบับกระดาษ ควรถามช่องทางยื่นให้ชัด เพราะบางกระบวนการยังผูกกับเอกสารกระดาษ

แหล่งอ้างอิง: HCCH — Apostille Section

ใช้ Apostille ซ้ำกับหลายหน่วยงานได้หรือไม่

โดยหลักใบ Apostille ผูกกับเอกสารฉบับที่ถูกรับรอง หากหลายหน่วยงานยอมรับสำเนาหรือไฟล์สแกน ก็ใช้ชุดเดียวยื่นหลายที่ได้ แต่หากหน่วยงานใดต้องเก็บต้นฉบับไว้ ต้องเตรียมชุดเพิ่ม ควรวางแผนจำนวนชุดตั้งแต่ต้นเพื่อไม่ต้องทำกระบวนการซ้ำ

ระยะเวลาดำเนินการนานเท่าใด

ระยะเวลาแตกต่างกันตามหน่วยงาน ประเภทเอกสาร ปริมาณงานในช่วงนั้น และจำนวนขั้นตอนที่ต้องผ่านก่อน เราจึงแจ้งเป็นช่วงวันทำการพร้อมระบุว่าขั้นตอนใดอยู่นอกเหนือการควบคุมของเรา แทนการรับปากเป็นตัวเลขตายตัว

apostille ครอบคลุมเนื้อหาของเอกสารด้วยหรือไม่

ไม่ apostille รับรองเพียงที่มาของลายมือชื่อ ตำแหน่งผู้ลงนาม และตราประทับบนเอกสารมหาชนเท่านั้น ไม่ได้รับรองว่าข้อความในเอกสารถูกต้อง และไม่ได้แทนคำแปล จึงมักต้องมีคำแปลรับรองประกอบอยู่ดี

แหล่งอ้างอิง: HCCH — Apostille Section

เอกสารแบบใดถือเป็น 'เอกสารมหาชน' ที่ทำ apostille ได้

โดยทั่วไปคือเอกสารที่ออกโดยหน่วยงานรัฐ ศาล ทะเบียนราษฎร์ หรือเอกสารเอกชนที่ผ่านการรับรองโดยผู้มีอำนาจจนกลายเป็นเอกสารที่มีลายมือชื่อทางการกำกับ นิยามที่ใช้จริงเป็นไปตามกฎหมายของประเทศผู้ออกเอกสาร

แหล่งอ้างอิง: HCCH — Apostille Section

ประเทศปลายทางไม่ได้เป็นภาคีอนุสัญญา ต้องทำอย่างไร

ต้องใช้เส้นทาง legalisation แบบเดิม คือรับรองที่หน่วยงานภายในประเทศ แล้วรับรองต่อที่กระทรวงการต่างประเทศ และปิดท้ายที่สถานทูตของประเทศปลายทาง ลำดับและเอกสารประกอบให้ยึดตามที่สถานทูตนั้นประกาศ

แหล่งอ้างอิง: กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ

apostille มีอายุหรือไม่

ตัวใบ apostille ไม่ได้กำหนดวันหมดอายุ แต่หน่วยงานผู้รับอาจกำหนดว่าเอกสารทั้งชุดต้องออกภายในกี่เดือน จึงเป็นเรื่องของความใหม่ของเอกสารต้นทางมากกว่าตัวใบรับรอง

สำเนาที่รับรองแล้วทำ apostille ได้ไหม หรือใช้ต้นฉบับเท่านั้น

หลายประเทศรับ apostille บนสำเนาที่ผู้มีอำนาจรับรอง แต่บางหน่วยงานปลายทางยืนยันว่าต้องเป็นต้นฉบับที่ออกใหม่ ให้ถามปลายทางให้ชัดก่อน เพราะทำผิดชั้นจะต้องเริ่มใหม่ทั้งกระบวน

ต้องใช้ apostille กี่ฉบับถ้าต้องยื่นหลายที่

โดยหลักหนึ่งใบผูกกับหนึ่งเอกสาร หากต้องยื่นหลายหน่วยงานพร้อมกันและแต่ละแห่งเก็บชุดจริงไว้ ควรขอเอกสารต้นทางหลายฉบับแล้วทำรับรองแยกตามจำนวน

e-apostille คืออะไร และออสเตรเลียรับหรือไม่

e-apostille คือใบรับรองในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ตรวจสอบได้ผ่านทะเบียนออนไลน์ของหน่วยงานผู้ออก การยอมรับขึ้นอยู่กับหน่วยงานผู้รับแต่ละแห่ง ควรตรวจสอบก่อนว่าปลายทางรับไฟล์อิเล็กทรอนิกส์หรือขอกระดาษ

แหล่งอ้างอิง: HCCH — Apostille Section

เอกสารการศึกษาต้องผ่านหน่วยงานใดก่อนจึงจะรับรองได้

โดยทั่วไปสถาบันผู้ออกต้องรับรองก่อน และบางกรณีต้องผ่านหน่วยงานกำกับด้านการศึกษา ก่อนเข้าสู่ขั้นรับรองของกระทรวงการต่างประเทศ ลำดับที่ถูกต้องให้ยึดตามที่หน่วยงานผู้รับรองประกาศ

แหล่งอ้างอิง: กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ

จำเป็นต้องมาด้วยตัวเองหรือมอบอำนาจได้

งานยื่นรับรองส่วนใหญ่มอบอำนาจให้ผู้อื่นดำเนินการแทนได้ โดยต้องมีหนังสือมอบอำนาจและสำเนาบัตรของทั้งสองฝ่ายตามแบบที่หน่วยงานกำหนด เงื่อนไขรายละเอียดผันแปรตามช่องทางที่ยื่น

ทำ apostille แล้วต้องแปลใบ apostille ด้วยไหม

ถ้าปลายทางต้องการชุดเอกสารเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด ควรแปลใบรับรองด้วย ใบ apostille มาตรฐานมีหัวข้อภาษาฝรั่งเศสกำกับและมักมีภาษาอังกฤษอยู่แล้ว แต่ข้อความที่กรอกอาจเป็นภาษาท้องถิ่น

ระหว่างรอเอกสารรับรอง ยื่นสำเนาไปก่อนได้ไหม

หน่วยงานบางแห่งรับสำเนาเพื่อเปิดเรื่องแล้วขอฉบับสมบูรณ์ภายหลัง บางแห่งไม่รับเลย เป็นดุลพินิจของผู้รับ จึงควรถามและบันทึกคำตอบไว้เป็นลายลักษณ์อักษรก่อนยื่น

เอกสารที่รับรองแล้วห้ามทำอะไรบ้าง

ห้ามแกะเย็บ ถอดแม็ก ตัดมุม เขียนทับ หรือแยกหน้าออกจากชุดที่ถูกผูกไว้ เพราะจะทำให้ความต่อเนื่องของการรับรองเสียไป และหน่วยงานปลายทางมีสิทธิปฏิเสธทั้งชุด

ข้อควรระวัง: Apostille เอกสารไทย

สาเหตุที่พบบ่อยเมื่อเอกสารถูกตีกลับ พร้อมสิ่งที่ควรทำแทน — ข้อมูล ณ สิงหาคม 2026 โปรดตรวจสอบกับหน่วยงานก่อนยื่น

  1. เข้าใจว่าไทยออก Apostille ได้แล้ววันนี้

    ไทยยื่นภาคยานุวัติสารเมื่อ 30 มิถุนายน 2569 และอนุสัญญามีผลบังคับใช้กับไทยตั้งแต่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 ก่อนวันดังกล่าวยังต้องใช้เส้นทางเดิม คือรับรองนิติกรณ์ที่กรมการกงสุลแล้วรับรองต่อที่สถานทูตปลายทางหากปลายทางกำหนด

  2. คิดว่า Apostille แทนคำแปลได้

    Apostille รับรองลายมือชื่อและตราประทับบนเอกสารต้นฉบับเท่านั้น ไม่ได้แปลเอกสารและไม่ได้รับรองคำแปล หน่วยงานออสเตรเลียส่วนใหญ่ยังกำหนดคำแปลจากผู้แปลที่ได้รับการรับรอง NAATI

  3. ยื่นเอกสารที่ไม่ใช่เอกสารมหาชน

    เอกสารเอกชน เช่น หนังสือมอบอำนาจหรือสัญญา ต้องผ่านการรับรองโดยผู้มีอำนาจตามกฎหมายก่อน จึงจะเข้าข่ายรับรองได้ ตรวจประเภทเอกสารกับประกาศของกรมการกงสุลก่อนคัดเอกสาร

  4. ไม่ตรวจสถานะภาคีของประเทศปลายทาง

    อนุสัญญาไม่มีผลระหว่างสองประเทศหากมีการคัดค้าน และวันที่เริ่มมีผลของแต่ละประเทศไม่เท่ากัน ให้ตรวจตาราง Status table ของ HCCH ซึ่งเป็นแหล่งทางการ ไม่ใช่ข้อมูลจากเว็บผู้ให้บริการ

  5. สะกดชื่อในคำแปลไม่ตรงหนังสือเดินทาง

    ใบรับรองจะอ้างอิงเอกสารต้นฉบับ หากคำแปลสะกดชื่อต่างจากหน้าพาสปอร์ต หน่วยงานปลายทางอาจถือว่าเป็นคนละบุคคล ให้แจ้งการสะกดที่ต้องการพร้อมสำเนาพาสปอร์ตตั้งแต่ต้น

  6. วางแผนเวลาโดยรอ Apostille

    รอบเวลาและช่องทางให้บริการเป็นไปตามประกาศของหน่วยงาน หากมีกำหนดยื่นก่อนวันที่อนุสัญญามีผล ควรเดินเส้นทางเดิมไปก่อน เพื่อไม่ให้พลาดกำหนดของหน่วยงานปลายทาง

แหล่งอ้างอิงทางการ: กระทรวงการต่างประเทศ · กรมการกงสุล · HCCH

ข้อมูลตรวจทานเมื่อ สิงหาคม 2569 · เนื้อหานี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการเตรียมเอกสาร ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายเฉพาะราย ค่าธรรมเนียม รอบเวลา และประเภทเอกสารที่ยื่นได้เป็นไปตามประกาศของ กองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล และสถานะภาคีตรวจสอบได้จาก HCCH — Apostille Section · สอบถามรายละเอียดบริการทางโทรศัพท์ LINE หรืออีเมล

ตัวอย่างสถานการณ์ที่พบบ่อย

ตัวอย่างสถานการณ์สมมติเพื่ออธิบายขั้นตอนการทำงาน ไม่ใช่กรณีของลูกค้ารายบุคคล และไม่ใช่การรับประกันผลการพิจารณาของหน่วยงานใด

ตรวจสอบว่าเอกสารต้องใช้ apostille หรือการรับรองแบบเดิม

ผู้ใช้บริการ: ชาวไทย · พื้นที่: กรุงเทพมหานคร

บริการที่เกี่ยวข้อง
ให้ข้อมูลลำดับการรับรอง · แปลรับรอง NAATI
เอกสารที่เกี่ยวข้อง
สูติบัตร · ทะเบียนสมรส
สิ่งที่เราดูแล
  • ตรวจสถานะการเข้าเป็นภาคีของประเทศต้นทางและปลายทางจากตารางสถานะของ HCCH
  • อธิบายว่าเส้นทางใดใช้ได้กับกรณีนั้น
จุดที่มักติดขัด
สันนิษฐานว่าทุกประเทศรับ apostille เหมือนกัน
ผลลัพธ์เชิงกระบวนการ
เลือกเส้นทางการรับรองที่ตรงกับสถานะของประเทศที่เกี่ยวข้อง

ปลายทางขอให้แปลหลังจากออก apostille แล้ว

ผู้ใช้บริการ: ชาวต่างชาติ · พื้นที่: ต่างประเทศ (ยุโรปตะวันตก)

บริการที่เกี่ยวข้อง
แปลรับรอง NAATI
เอกสารที่เกี่ยวข้อง
เอกสารมหาชนพร้อม apostille
สิ่งที่เราดูแล
  • แปลทั้งชุดรวมใบ apostille ตามที่ปลายทางกำหนด
  • คงรูปแบบและองค์ประกอบของใบรับรองไว้ในคำแปล
จุดที่มักติดขัด
แปลเฉพาะเอกสารหลักโดยไม่รวมใบ apostille
ผลลัพธ์เชิงกระบวนการ
ชุดคำแปลครอบคลุมทั้งเอกสารหลักและใบรับรอง

เอกสารเอกชนที่ยังไม่เข้าข่ายเอกสารมหาชน

ผู้ใช้บริการ: ชาวไทย (นิติบุคคล) · พื้นที่: ชลบุรี

บริการที่เกี่ยวข้อง
รับรองเอกสารโดยทนาย Notary Public · ให้ข้อมูลขั้นตอนต่อเนื่อง
เอกสารที่เกี่ยวข้อง
สัญญาเอกชน
สิ่งที่เราดูแล
  • อธิบายว่าเอกสารเอกชนมักต้องผ่านการรับรองลายมือชื่อก่อนเข้าสู่ขั้นตอนถัดไป
  • จัดลำดับงานตามข้อกำหนดของปลายทาง
จุดที่มักติดขัด
นำสัญญาเอกชนไปขอรับรองขั้นสุดท้ายโดยตรง
ผลลัพธ์เชิงกระบวนการ
ลำดับขั้นตอนสอดคล้องกับประเภทของเอกสาร

แกะชุดเอกสารที่เย็บติดกันเพื่อสแกน

ผู้ใช้บริการ: ชาวไทย · พื้นที่: นครปฐม

บริการที่เกี่ยวข้อง
ให้คำแนะนำการเก็บรักษาชุดเอกสาร
เอกสารที่เกี่ยวข้อง
ชุดเอกสารที่ผ่านการรับรองและเย็บติดกัน
สิ่งที่เราดูแล
  • แจ้งว่าห้ามแกะหรือถอดหมุดยึดชุดเอกสารที่ผ่านการรับรองแล้ว
  • แนะนำวิธีสแกนโดยไม่ทำลายความสมบูรณ์ของชุด
จุดที่มักติดขัด
แกะชุดเอกสารเพื่อสแกนแยกหน้า ทำให้ความสมบูรณ์ของชุดเสียไป
ผลลัพธ์เชิงกระบวนการ
ชุดเอกสารยังคงสมบูรณ์ตามรูปแบบที่หน่วยงานออกให้

ตรวจทานเนื้อหาเมื่อ สิงหาคม 2569 · เงื่อนไขของหน่วยงานเปลี่ยนแปลงได้ โปรดยืนยันกับหน่วยงานปลายทางก่อนยื่น

แหล่งอ้างอิงทางการ (ตรวจสอบได้)

ข้อมูลในหน้านี้อ้างอิงจากหน่วยงานทางการด้านล่าง ตรวจทานเมื่อ สิงหาคม 2026 — หลักเกณฑ์เปลี่ยนแปลงได้ โปรดยืนยันกับหน่วยงานปลายทางก่อนยื่นทุกครั้ง

Apostille หรือรับรองแบบเดิม ตรวจก่อนจ่าย

ประเทศปลายทางกำหนดว่าใช้ Apostille ได้หรือต้องรับรองเป็นลำดับขั้นแบบเดิม การเลือกผิดทำให้เอกสารถูกส่งกลับทั้งชุด

สิ่งที่เราตรวจให้ก่อนเริ่มงาน

  • ประเทศปลายทางเป็นภาคีอนุสัญญา Apostille หรือไม่ และเริ่มมีผลเมื่อใด
  • เอกสารที่ใช้เป็นเอกสารราชการที่รับรองได้ตามระบบหรือไม่
  • ต้องแปลก่อนหรือหลังการรับรอง ตามที่ปลายทางกำหนด

จุดที่เราจะบอกว่าไม่ต้องจ่าย

  • หากปลายทางรับ Apostille ไม่ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายที่สถานทูต
  • รวมเอกสารหลายฉบับยื่นรอบเดียวลดจำนวนรอบการเดินเรื่อง

ขอบเขตที่เราไม่รับปาก

  • ผลการพิจารณาของหน่วยงานปลายทางเป็นดุลพินิจของหน่วยงานนั้น เราไม่รับปากผลลัพธ์
  • ค่าธรรมเนียมราชการและระยะเวลาของหน่วยงานผันแปรตามช่วงเวลาและปริมาณงาน
  • เราไม่ให้คำแนะนำทางกฎหมาย การเงิน หรือการแพทย์ นอกเหนือจากขอบเขตงานแปลและรับรอง

ทบทวนเนื้อหา ณ สิงหาคม 2568 · โปรดตรวจสอบเงื่อนไขล่าสุดกับหน่วยงานปลายทางก่อนยื่น

ปรึกษาเส้นทางเอกสารทาง LINE @NAATI

ขั้นตอนเส้นทาง Apostille และเอกสารที่ต้องเตรียม

Apostille เป็นการรับรองลายมือชื่อและตราประทับของเจ้าหน้าที่ ไม่ได้รับรองเนื้อหา และแทนได้เฉพาะขั้น “รับรองโดยสถานทูตปลายทาง” เท่านั้น ไม่แทนขั้นแปลหรือขั้นรับรองคำแปล

  1. ขั้นที่ 1: ตรวจว่าปลายทางรับ Apostille หรือไม่

    สอบถามหน่วยงานปลายทางโดยตรงว่ารับเอกสารที่ผ่าน Apostille หรือยังต้องผ่านสถานทูต และต้องการภาษาใด

  2. ขั้นที่ 2: คัดเอกสารต้นฉบับใหม่

    คัดฉบับรับรองใหม่จากหน่วยงานผู้ออก เพื่อให้ลายมือชื่อเจ้าหน้าที่อยู่ในฐานข้อมูลที่ตรวจสอบได้

  3. ขั้นที่ 3: จัดทำคำแปลตามที่ปลายทางยอมรับ

    แปลเป็นภาษาที่ปลายทางกำหนด และเลือกระบบคำรับรองให้ตรง เช่น NAATI สำหรับออสเตรเลีย หรือนักแปลสาบานตนสำหรับยุโรปบางประเทศ

  4. ขั้นที่ 4: ยื่นรับรองนิติกรณ์ที่กรมการกงสุล

    ยื่นรับรองคำแปลและลายมือชื่อเจ้าหน้าที่ ระยะเวลาปกติขึ้นกับประเภทบริการที่เลือกและคิวในแต่ละช่วง

  5. ขั้นที่ 5: ดำเนินการขั้นสุดท้ายตามสถานะปลายทาง

    หากปลายทางรับ Apostille ให้ดำเนินการตามช่องทางที่กรมการกงสุลกำหนด หากไม่รับ ให้ยื่นรับรองที่สถานทูตปลายทางในกรุงเทพฯ แทน

เอกสารเบื้องต้นที่ต้องเตรียม

  • เอกสารต้นฉบับฉบับคัดรับรองใหม่
  • คำแปลพร้อมคำรับรองในระบบที่ปลายทางยอมรับ
  • สำเนาหนังสือเดินทางของเจ้าของเอกสาร
  • หนังสือมอบอำนาจ กรณีให้ผู้อื่นยื่นแทน

ข้อควรระวังที่ทำให้ถูกตีกลับ

  • อย่ายืนยันสถานะ Apostille ของเอกสารประเภทของคุณจากข่าวหรือบล็อกทั่วไป ให้ตรวจกับกรมการกงสุลก่อนทุกครั้ง
  • ทำ Apostille ให้ต้นฉบับแล้วลืมรับรองคำแปล เป็นข้อผิดพลาดที่พบบ่อยและต้องเริ่มใหม่
  • Apostille ไม่ได้รับรองว่าเนื้อหาถูกต้อง ปลายทางยังตรวจเนื้อหาเองได้

ถ้าไม่อยากไล่ขั้นตอนเอง ส่งภาพเอกสารมาทาง LINE ได้เลย ทีมงานที่ดูแลงานลักษณะนี้มากว่า 15 ปีจะประเมินให้ก่อนว่าเส้นทางเอกสารของคุณควรจบที่ขั้นไหน ต้องใช้กี่ฉบับ และมีอะไรที่ทำไปแล้วเสียเปล่า จากนั้นค่อยตัดสินใจว่าจะทำเองหรือให้เราดำเนินการให้ทั้งหมด

Apostille ต่างจากนิติกรณ์และการรับรองสถานทูตอย่างไร

สำหรับเอกสารไทย อนุสัญญา Apostille มีผลใช้บังคับ 28 กุมภาพันธ์ 2570 (ที่มา: HCCH) ระหว่างนี้ยังต้องใช้เส้นทางเดิม

ทางเลือกรับรองอะไรผู้ลงนาม/ผู้ออกใช้เมื่อไรข้อจำกัด
คำแปลรับรอง NAATIคำแปลที่ลงนามโดยผู้แปลที่ได้รับการรับรองจาก NAATI พร้อมตราประทับ/ตราดิจิทัลระบุหมายเลขผู้แปลผู้แปลที่ได้รับการรับรองจาก NAATI (ออสเตรเลีย)ยื่นหน่วยงานออสเตรเลีย เช่น Department of Home Affairs, หน่วยงานประเมินคุณวุฒิ, มหาวิทยาลัย, หน่วยงานรัฐของรัฐต่าง ๆรับรองเฉพาะ “คำแปล” ไม่ได้รับรองว่าเอกสารต้นฉบับเป็นของแท้ และไม่ใช่การรับรองของกงสุลไทย
คำแปลรับรองโดยผู้แปลในไทยคำแปลพร้อมหนังสือรับรองคำแปลของผู้แปล/บริษัทแปลผู้แปลหรือบริษัทแปลในประเทศไทยใช้ภายในประเทศ หรือใช้เป็นตัวตั้งต้นก่อนส่งนิติกรณ์กรมการกงสุลหน่วยงานออสเตรเลียหลายแห่งไม่รับ หากไม่ใช่คำแปลของผู้แปลที่ได้รับการรับรองจาก NAATI
รับรองโดยทนายความ (Notary Public ไทย)การรับรองลายมือชื่อผู้ลงนาม หรือรับรองว่าสำเนาถูกต้องตรงกับต้นฉบับทนายความผู้ทำคำรับรองลายมือชื่อและเอกสารหนังสือมอบอำนาจ คำให้การ (affidavit) หนังสือยินยอมให้บุตรเดินทาง เอกสารบริษัท และสำเนารับรองสำหรับต่างประเทศไม่ได้รับรองว่าข้อความในเอกสารเป็นความจริง และไม่ทดแทนคำแปล NAATI
นิติกรณ์ กรมการกงสุลการรับรองลายมือชื่อเจ้าหน้าที่ผู้ออกเอกสารหรือผู้รับรองคำแปลกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศปลายทางกำหนดให้เอกสารไทยผ่านการรับรองจากกระทรวงการต่างประเทศก่อนยื่นสถานทูตรับรองลายมือชื่อ ไม่ใช่ความถูกต้องของเนื้อหา และไม่ใช่ Apostille
รับรองโดยสถานทูต/สถานกงสุลขั้นสุดท้ายของสายการรับรอง โดยผู้แทนของประเทศปลายทางสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลของประเทศปลายทางประเทศปลายทางยังกำหนดให้ต้องรับรองซ้อนหลังนิติกรณ์แต่ละสถานทูตกำหนดเอกสารและคิวต่างกัน ต้องตรวจจากประกาศของสถานทูตนั้นทุกครั้ง
Apostilleการรับรองตามอนุสัญญา Apostille ที่ใช้แทนการรับรองซ้อนหลายชั้นระหว่างประเทศภาคีหน่วยงานผู้มีอำนาจของประเทศที่ออกเอกสารเอกสารจากประเทศภาคีที่จะใช้ในประเทศภาคีอีกแห่งหนึ่งสำหรับเอกสารไทย อนุสัญญาจะมีผลใช้บังคับวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 (ที่มา: HCCH) ก่อนหน้านั้นยังใช้นิติกรณ์ + สถานทูตตามเดิม
  • ยึด “หน่วยงานปลายทาง” เป็นตัวตั้งเสมอ แล้วไล่ย้อนกลับมาว่าต้องผ่านกี่ขั้น
  • ถ้าปลายทางอยู่ในออสเตรเลียและยื่นออนไลน์ ส่วนใหญ่จบที่คำแปลรับรอง NAATI
  • ถ้าปลายทางขอ “ฉบับจริงพร้อมตราประทับ” ให้ตรวจว่าต้องผ่านนิติกรณ์หรือสถานทูตเพิ่มหรือไม่
  • อย่าทำขั้นถัดไปก่อนได้คำตอบจากปลายทาง เพราะบางขั้นทำแล้วต้องเริ่มใหม่ทั้งชุด

ถ้าอ่านแล้วยังไม่แน่ใจว่าเอกสารของคุณต้องจบที่ขั้นไหน ส่งภาพเอกสารและชื่อหน่วยงานปลายทางมาทาง LINE ได้เลย ทีมที่ปรึกษาซึ่งดูแลงานลักษณะนี้มากกว่า 15 ปีจะไล่เส้นทางให้ก่อนว่าต้องทำกี่ขั้น เพื่อไม่ให้เสียเวลาและค่าใช้จ่ายกับขั้นที่ไม่จำเป็น