เอกสารไทยเพื่อใช้ในออสเตรเลีย ต้องรับรองสถานทูตหรือใช้คำแปล NAATI
สรุปสั้น
สำหรับเอกสารไทยที่จะยื่นต่อหน่วยงานออสเตรเลีย ประเด็นหลักคือคำแปล ไม่ใช่การรับรองซ้อนที่สถานทูต หน่วยงานอย่าง Department of Home Affairs กำหนดว่าเอกสารที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษต้องแนบคำแปล โดยคำแปลที่ทำในออสเตรเลียต้องมาจากนักแปลที่ได้รับการรับรองจาก NAATI ส่วนการทำนิติกรณ์กรมการกงสุลจะจำเป็นเฉพาะเมื่อหน่วยงานหรือหน่วยงานราชการปลายทางระบุไว้ชัดเจน
ใครต้องใช้ขั้นตอนนี้
- • ผู้ยื่นวีซ่าออสเตรเลียทุกประเภทที่มีเอกสารภาษาไทย เช่น สูติบัตร ทะเบียนสมรส ทะเบียนบ้าน หนังสือรับรองความประพฤติ
- • ผู้ยื่นประเมินคุณวุฒิกับหน่วยงานประเมินของออสเตรเลีย ซึ่งกำหนดคำแปลของทรานสคริปต์และปริญญาบัตร
- • ผู้ยื่นเรื่องกับหน่วยงานรัฐหรือศาลในออสเตรเลียที่ขอเอกสารสถานะบุคคลจากไทย
ภาษาและรูปแบบคำแปลที่ต้องใช้
ภาษาอังกฤษ คำแปลต้องครบทั้งฉบับรวมตราประทับและลายมือชื่อ พร้อมข้อมูลผู้แปลตามที่ระบบรับรองกำหนด
ขั้นตอนโดยลำดับ
1. อ่านเงื่อนไขคำแปลของหน่วยงานที่จะยื่น
เปิดหน้าเว็บไซต์ของหน่วยงานปลายทาง เช่น Department of Home Affairs หรือหน่วยงานประเมินคุณวุฒิ แล้วบันทึกข้อความเงื่อนไขคำแปลไว้เป็นหลักฐานอ้างอิงในวันที่ยื่น
2. คัดต้นฉบับใหม่จากหน่วยงานผู้ออก
ขอฉบับคัดใหม่จากอำเภอ/เขต สถานศึกษา หรือหน่วยงานผู้ออก เพื่อให้ตราและลายมือชื่อชัดเจน สแกนสีความละเอียดสูงทั้งหน้าและหลัง
3. สั่งแปลโดยผู้แปลที่ระบบปลายทางยอมรับ
ส่งไฟล์ต้นฉบับพร้อมสำเนาหน้าหนังสือเดินทาง เพื่อให้การสะกดชื่อในคำแปลตรงกับพาสปอร์ตทุกตัวอักษร
4. ทำนิติกรณ์เฉพาะเมื่อมีข้อกำหนด
ถ้าหน่วยงานหรือหน่วยงานราชการปลายทางระบุให้เอกสารผ่านการรับรองจากกรมการกงสุล จึงค่อยดำเนินการขั้นนี้ มิฉะนั้นไม่จำเป็นและทำให้เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์
5. ตรวจไฟล์ก่อนอัปโหลด
ตรวจว่าไฟล์ครบทุกหน้า อ่านออกชัดเจน ชื่อไฟล์สื่อความ และขนาดไฟล์อยู่ในเกณฑ์ของระบบยื่นออนไลน์
ข้อควรระวัง
- • การรับรองของสถานทูตไม่ได้แทนคำแปลตามระบบที่หน่วยงานออสเตรเลียกำหนด
- • ไม่มีหน่วยงานใดรับประกันผลการพิจารณา คำแปลที่ถูกต้องเป็นเพียงการทำให้เอกสารครบตามเงื่อนไข
- • เงื่อนไขของแต่ละหน่วยงานต่างกัน ควรอ่านของหน่วยงานที่จะยื่นจริงเสมอ
สถานะ Apostille ที่ต้องรู้
ประเทศไทยยื่นภาคยานุวัติสารเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา Apostille เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 และอนุสัญญาจะมีผลใช้บังคับกับประเทศไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 ตามประกาศของ HCCH เมื่อมีผลใช้บังคับแล้ว เอกสารมหาชนไทยที่จะนำไปใช้ในประเทศภาคีอื่นจะใช้ Apostille แทนการรับรองซ้อนที่สถานทูตได้ ส่วนช่วงก่อนวันดังกล่าวยังต้องใช้ลำดับนิติกรณ์ + สถานทูตตามเดิม และกรณีประเทศปลายทางที่ไม่ได้เป็นภาคี ยังต้องรับรองที่สถานทูตต่อไป
คำถามที่พบบ่อย
ต้องส่งเอกสารตัวจริงไปออสเตรเลียไหม
การยื่นวีซ่าออนไลน์ส่วนใหญ่ใช้ไฟล์สแกนสีของต้นฉบับพร้อมคำแปล หน่วยงานอาจขอต้นฉบับเพิ่มเติมภายหลังได้ จึงควรเก็บต้นฉบับไว้กับตัวและอย่าส่งออกไปโดยไม่มีการร้องขอ
คำแปลมีอายุหรือไม่
ตัวคำแปลไม่มีวันหมดอายุในตัวเอง แต่หน่วยงานปลายทางอาจกำหนดอายุของเอกสารต้นฉบับ เช่น หนังสือรับรองความประพฤติหรือหนังสือรับรองสถานภาพ เมื่อคัดต้นฉบับใหม่ก็ต้องแปลใหม่ตาม
แปลในไทยใช้ได้ไหม
ใช้ได้เมื่อคำแปลเป็นไปตามเงื่อนไขที่หน่วยงานนั้นกำหนด บางหน่วยงานยอมรับคำแปลจากผู้แปลในต่างประเทศที่ระบุชื่อ ที่อยู่ และคุณสมบัติครบ ควรตรวจเงื่อนไขของหน่วยงานที่จะยื่นก่อนเสมอ
ถ้าหน่วยงานขอเอกสารรับรองเพิ่มจะทำอย่างไร
อ่านข้อความที่หน่วยงานระบุอย่างละเอียดว่าต้องการการรับรองแบบใด แล้วดำเนินการเฉพาะขั้นที่ระบุ พร้อมเก็บข้อความคำขอไว้ประกอบการยื่นครั้งถัดไป
เอกสารออสเตรเลียที่จะใช้ในไทยทำอย่างไร
เอกสารมหาชนของออสเตรเลียใช้ Apostille จาก DFAT ได้เพราะออสเตรเลียเป็นภาคีอนุสัญญา จากนั้นเมื่อนำมาใช้ในไทยจึงแปลเป็นภาษาไทยและยื่นรับรองคำแปลที่กรมการกงสุลตามเงื่อนไขที่ประกาศไว้
ต้องรอไทยเป็นภาคี Apostille ก่อนไหม
ไม่ต้อง สำหรับการยื่นหน่วยงานออสเตรเลียประเด็นหลักคือคำแปล ซึ่งดำเนินการได้ทันที ส่วน Apostille จะช่วยลดขั้นตอนของกรณีที่ต้องรับรองซ้อนที่สถานทูต เมื่อมีผลใช้บังคับกับไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570
ปลายทางอื่นและเรื่องที่เกี่ยวข้อง
แหล่งอ้างอิงทางการ
ทบทวนเนื้อหาล่าสุด: สิงหาคม 2569