รับรองเอกสารไทยเพื่อใช้ในกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง

สรุปสั้น

เอกสารไทยที่จะใช้ในกลุ่มประเทศตะวันออกกลางส่วนใหญ่ต้องผ่านลำดับการรับรองเต็มรูปแบบ คือคัดต้นฉบับใหม่ แปล ยื่นนิติกรณ์กรมการกงสุล และให้สถานเอกอัครราชทูตของประเทศปลายทางรับรอง บางประเทศกำหนดคำแปลภาษาอาหรับหรือกำหนดให้ผู้แปลขึ้นทะเบียนกับสถานทูต และบางประเทศไม่ได้เป็นภาคีอนุสัญญา Apostille จึงยังต้องรับรองที่สถานทูตต่อไปแม้หลังปี 2570

ใครต้องใช้ขั้นตอนนี้

  • แรงงานและผู้เชี่ยวชาญที่ไปทำงาน ต้องใช้วุฒิการศึกษาและหนังสือรับรองประสบการณ์
  • ผู้ยื่นวีซ่าติดตามครอบครัว ที่ต้องใช้ทะเบียนสมรสและสูติบัตร
  • ผู้ประกอบการที่ต้องใช้หนังสือรับรองบริษัทและหนังสือมอบอำนาจกับหน่วยงานปลายทาง

ภาษาและรูปแบบคำแปลที่ต้องใช้

หลายประเทศกำหนดคำแปลภาษาอาหรับ และบางแห่งรับเฉพาะผู้แปลที่ขึ้นทะเบียนกับสถานทูตหรือหน่วยงานในประเทศนั้น

ขั้นตอนโดยลำดับ

  1. 1. ตรวจข้อกำหนดของประเทศปลายทาง

    อ่านประกาศของสถานทูตประเทศนั้นในไทยว่าต้องรับรองถึงชั้นใด ใช้ภาษาใด และผู้แปลต้องมีคุณสมบัติอย่างไร

  2. 2. คัดต้นฉบับใหม่

    ขอฉบับคัดใหม่จากหน่วยงานผู้ออก และตรวจว่าข้อมูลตรงกับหนังสือเดินทางทุกตัวอักษร

  3. 3. แปลตามภาษาที่กำหนด

    แปลครบทั้งฉบับ รวมตราและลายมือชื่อ หากกำหนดภาษาอาหรับต้องใช้ผู้แปลที่ปลายทางยอมรับ

  4. 4. ยื่นนิติกรณ์กรมการกงสุล

    ยื่นต้นฉบับพร้อมคำแปลตามช่องทางที่ประกาศ และเก็บหลักฐานการยื่นไว้

  5. 5. ยื่นสถานทูตปลายทาง

    ยื่นตามระเบียบและแบบฟอร์มของสถานทูต บางแห่งต้องผ่านหน่วยงานเพิ่มเติมเมื่อถึงประเทศปลายทาง

ข้อควรระวัง

  • บางประเทศกำหนดขั้นตอนเพิ่มเติมในประเทศปลายทางหลังจากรับรองที่สถานทูตในไทยแล้ว
  • ประเทศที่ไม่ได้เป็นภาคีอนุสัญญา Apostille ยังต้องรับรองที่สถานทูตต่อไปแม้ไทยเป็นภาคีแล้ว
  • การถอดชื่อเป็นอักษรอาหรับต้องสอดคล้องกับที่ใช้ในวีซ่าและใบอนุญาตทำงานเดิม

สถานะ Apostille ที่ต้องรู้

ประเทศไทยยื่นภาคยานุวัติสารเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา Apostille เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 และอนุสัญญาจะมีผลใช้บังคับกับประเทศไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 ตามประกาศของ HCCH เมื่อมีผลใช้บังคับแล้ว เอกสารมหาชนไทยที่จะนำไปใช้ในประเทศภาคีอื่นจะใช้ Apostille แทนการรับรองซ้อนที่สถานทูตได้ ส่วนช่วงก่อนวันดังกล่าวยังต้องใช้ลำดับนิติกรณ์ + สถานทูตตามเดิม และกรณีประเทศปลายทางที่ไม่ได้เป็นภาคี ยังต้องรับรองที่สถานทูตต่อไป

คำถามที่พบบ่อย

ต้องแปลภาษาอาหรับทุกกรณีไหม

ไม่ทุกกรณี บางหน่วยงานรับคำแปลภาษาอังกฤษ แต่หลายประเทศในภูมิภาคนี้กำหนดคำแปลภาษาอาหรับสำหรับเอกสารที่ยื่นหน่วยงานราชการ ควรตรวจสอบจากประกาศของสถานทูตก่อน

หลังไทยเป็นภาคี Apostille จะข้ามสถานทูตได้ไหม

ได้เฉพาะกรณีประเทศปลายทางเป็นภาคีอนุสัญญาด้วย ประเทศที่ไม่ได้เป็นภาคียังต้องรับรองที่สถานทูตตามเดิม ควรตรวจสถานะจากตารางสถานะของ HCCH

วุฒิการศึกษาต้องให้สถาบันรับรองก่อนไหม

หลายกรณีต้องให้สถาบันการศึกษาหรือหน่วยงานกำกับรับรองความถูกต้องก่อน แล้วจึงเข้าสู่ลำดับนิติกรณ์ ขึ้นกับข้อกำหนดของหน่วยงานปลายทาง

ใช้เวลารวมนานไหม

เนื่องจากมีหลายชั้น ควรเผื่อเวลามากกว่าการยื่นในประเทศที่ใช้ระบบคำแปลอย่างเดียว และตรวจรอบบริการของแต่ละหน่วยงานก่อนนัดหมาย

เอกสารบริษัทต้องใช้ฉบับใด

ตามปกติใช้หนังสือรับรองที่นายทะเบียนออกและคัดใหม่ภายในกรอบเวลาที่ปลายทางกำหนด พร้อมหนังสือมอบอำนาจที่ลงนามตามอำนาจในหนังสือรับรอง

ถ้าปลายทางขอให้แก้คำแปลจะทำอย่างไร

ขอข้อความที่ปลายทางระบุเป็นลายลักษณ์อักษร แล้วแก้เฉพาะจุดที่ระบุ จากนั้นดำเนินการรับรองใหม่ตามลำดับเดิมเท่าที่จำเป็น

ปลายทางอื่นและเรื่องที่เกี่ยวข้อง

แหล่งอ้างอิงทางการ

กองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล

ทบทวนเนื้อหาล่าสุด: สิงหาคม 2569