รับรองเอกสารไทยเพื่อใช้ในประเทศยุโรป: Apostille หรือสถานทูต
สรุปสั้น
ประเทศในยุโรปเกือบทั้งหมดเป็นภาคีอนุสัญญา Apostille อยู่แล้ว แต่ตราบใดที่อนุสัญญายังไม่มีผลใช้บังคับกับประเทศไทย เอกสารไทยยังต้องผ่านนิติกรณ์ของกรมการกงสุลและรับรองที่สถานทูตของประเทศปลายทาง เมื่ออนุสัญญามีผลกับไทยวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 เอกสารมหาชนไทยจะใช้ Apostille แทนได้ ทั้งนี้ข้อกำหนดเรื่องคำแปลยังคงเป็นไปตามที่หน่วยงานผู้รับในแต่ละประเทศกำหนด
ใครต้องใช้ขั้นตอนนี้
- • ผู้จดทะเบียนสมรสหรือดำเนินการเรื่องสถานะบุคคลในประเทศยุโรป
- • ผู้ยื่นวีซ่าติดตามครอบครัวหรือขอถิ่นที่อยู่ ซึ่งต้องใช้เอกสารทะเบียนราษฎรของไทย
- • นักศึกษาและผู้ทำงานที่ต้องใช้เอกสารการศึกษาและหนังสือรับรองความประพฤติ
ภาษาและรูปแบบคำแปลที่ต้องใช้
หลายประเทศกำหนดคำแปลเป็นภาษาราชการของตนโดยผู้แปลที่ขึ้นทะเบียนกับศาลหรือหน่วยงานในประเทศนั้น บางประเทศรับคำแปลภาษาอังกฤษ
ขั้นตอนโดยลำดับ
1. ตรวจสถานะภาคีของประเทศปลายทาง
ดูตารางสถานะอนุสัญญาของ HCCH เพื่อยืนยันว่าปลายทางเป็นภาคีและกำหนดวิธีรับรองที่ใช้ได้จริง
2. ตรวจข้อกำหนดคำแปลของหน่วยงานผู้รับ
ยืนยันว่าต้องใช้ผู้แปลที่ขึ้นทะเบียนในประเทศนั้นหรือไม่ ก่อนสั่งแปลในไทย
3. คัดต้นฉบับใหม่
ขอฉบับคัดใหม่จากหน่วยงานผู้ออก เพื่อให้ผ่านการตรวจลายมือชื่อและตราได้
4. แปลและยื่นนิติกรณ์
แปลครบทั้งฉบับ แล้วยื่นต้นฉบับพร้อมคำแปลที่กรมการกงสุลตามช่องทางที่ประกาศ
5. รับรองสถานทูตหรือขอ Apostille
ช่วงก่อนอนุสัญญามีผลกับไทยให้ยื่นสถานทูตปลายทาง หลังจากนั้นให้ตรวจแนวปฏิบัติของกรมการกงสุลเรื่องการออก Apostille
ข้อควรระวัง
- • อย่าเพิ่งสั่งแปลกับผู้แปลในไทย หากปลายทางกำหนดผู้แปลที่ขึ้นทะเบียนในประเทศนั้น
- • เอกสารทะเบียนราษฎรบางประเทศกำหนดอายุการคัดไม่เกิน 3–6 เดือน ต้องวางแผนวันคัดกับวันยื่นให้สัมพันธ์
- • ชื่อที่มีอักษรเฉพาะของภาษายุโรปต้องสะกดให้ตรงกับหนังสือเดินทางและเอกสารเดิม
สถานะ Apostille ที่ต้องรู้
ประเทศไทยยื่นภาคยานุวัติสารเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา Apostille เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 และอนุสัญญาจะมีผลใช้บังคับกับประเทศไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 ตามประกาศของ HCCH เมื่อมีผลใช้บังคับแล้ว เอกสารมหาชนไทยที่จะนำไปใช้ในประเทศภาคีอื่นจะใช้ Apostille แทนการรับรองซ้อนที่สถานทูตได้ ส่วนช่วงก่อนวันดังกล่าวยังต้องใช้ลำดับนิติกรณ์ + สถานทูตตามเดิม และกรณีประเทศปลายทางที่ไม่ได้เป็นภาคี ยังต้องรับรองที่สถานทูตต่อไป
คำถามที่พบบ่อย
ตอนนี้ใช้ Apostille จากไทยได้หรือยัง
ยังไม่ได้จนกว่าอนุสัญญาจะมีผลใช้บังคับกับประเทศไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 ตามที่ HCCH ประกาศ ก่อนหน้านั้นต้องใช้ลำดับนิติกรณ์และรับรองที่สถานทูตปลายทางตามเดิม
Apostille แทนคำแปลได้ไหม
ไม่ได้ Apostille รับรองความถูกต้องของลายมือชื่อและตราของผู้ออกเอกสารเท่านั้น ไม่ได้แปลเอกสารและไม่ได้รับรองเนื้อหา หน่วยงานปลายทางยังกำหนดคำแปลแยกต่างหาก
ผู้แปลในไทยใช้ได้ไหม
ใช้ได้เมื่อหน่วยงานปลายทางไม่ได้กำหนดให้ใช้ผู้แปลที่ขึ้นทะเบียนในประเทศนั้น ควรขอข้อกำหนดเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนสั่งแปล
เอกสารต้องรับรองทุกฉบับไหม
รับรองเฉพาะฉบับที่หน่วยงานผู้รับกำหนด การรับรองเอกสารเกินความจำเป็นทำให้เสียเวลาและค่าใช้จ่ายโดยไม่เกิดประโยชน์
ถ้าปลายทางไม่ใช่ภาคีอนุสัญญาจะทำอย่างไร
ยังต้องใช้ลำดับนิติกรณ์และรับรองที่สถานทูตของประเทศนั้นตามเดิม แม้ไทยจะเป็นภาคีแล้วก็ตาม
เอกสารยุโรปที่จะใช้ในไทยทำอย่างไร
ขอ Apostille จากหน่วยงานที่ประเทศนั้นกำหนด แล้วนำมาแปลเป็นภาษาไทยและยื่นรับรองคำแปลที่กรมการกงสุลตามเงื่อนไขที่ประกาศ
ปลายทางอื่นและเรื่องที่เกี่ยวข้อง
แหล่งอ้างอิงทางการ
ทบทวนเนื้อหาล่าสุด: สิงหาคม 2569